Productivity Improvement Article No.3 : 7 เครื่องมือควบคุมคุณภาพ (7 QC Tools)

องค์การจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง “คุณภาพ” ในสินค้าและบริการ เพื่อสร้างคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นตามต้องการในกระบวนการทำงาน องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ของบุคลากร และต้องมีกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง หรือมีแนวคิดการทำงานในการปรับปรุงคุณภาพด้วยวงจร PDCA โดยการใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาแบบคิวซีสตอรี่ (QC Story)

กระบวนการแก้ไขปัญหาแบบคิวซีสตอรี่ (QC Story) มีขั้นตอนอย่างเป็นลำดับที่สอดคล้องกับวงจร PDCA ซึ่งไม่ขอกล่าวลงในรายละเอียดในจุดนี้ แต่จะกล่าวถึงเครื่องมือควบคุมคุณภาพ 7 ชนิด ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการ QC Story

เครื่องมือควบคุมคุณภาพ 7 ชนิด (7 QC Tools)

1. แผ่นตรวจสอบ (Check Sheet) หมายถึง แบบฟอร์มสำหรับการบันทึกข้อมูล ซึ่งได้รับการออกแบบพิเศษสำหรับการตีความหมายผลลัพธ์ทันทีที่กรอกแบบฟอร์มเสร็จ

โดย JURAN Institute Inc. ได้จำแนกประเภทของแผ่นตรวจสอบดังนี้

  • แผ่นตรวจสอบสำหรับการบันทึกข้อมูล
  • แผ่นตรวจสอบสำหรับการค้นหาสาเหตุ
  • แผ่นตรวจสอบสำหรับการกระจายตัวของกระบวนการผลิต
  • แผ่นตรวจสอบสำหรับระบุตำแหน่งการเกิดปัญหา

2. แผนภูมิกราฟ (Graph) หมายถึง แผนภูมิรูปภาพที่แสดงถึงตัวเลขผลการวิเคราะห์ทางสถิติ ซึ่งสามารถทำให้ง่ายต่อความเข้าใจโดยการพิจารณาด้วยตาเปล่าได้

เราสามารถจำแนกประเภทของแผนภูมิที่นำมาใช้ได้ดังนี้

  • กราฟเส้น (Line Graph) : แสดงถึงความผันแปรของข้อมูลเชิงตัวเลข ถ้าแกน X เป็นเวลาจะเรียกว่ากราฟแนวโน้ม (Trend Graph)
  • กราฟแท่ง (Bar Graph) : แสดงการเปรียบเทียบข้อมูลตั้งแต่ 2 ข้อมูลขึ้นไป โดยการเปรียบเทียบความยาวของกราฟหรือพื้นที่ของกราฟ
  • กราฟวงกลม (Pie Chart) : แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนของข้อมูลแต่ละประเภท
  • กราฟแถบ (Belt Graph) : แสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนของข้อมูลแต่ละประเภท แตกต่างจากกราฟวงกลมในเรื่องของการแสดงอนุกรมเวลา
  • กราฟเรดาร์หรือใยแมงมุม (Radar Chart) : แสดงเปรียบเทียบปริมาณของข้อมูลที่ต้องการแสดงผลมากกว่า 2 มิติ

3. แผนผังพาเรโต (Pareto Diagram) หมายถึง มาจากแนวคิดว่า “ภายใต้สภาวการณ์ธรรมชาติ สิ่งที่มีความสำคัญมาก จะมีเพียงเล็กน้อย (Vital Few) ในขณะที่สิ่งที่มีความสำคัญน้อย จะมีจำนวนมากมาย (Trivial Many)”

เราใช้แผนผังพาเรโตเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อต้องการหาปัจจัยที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหา
  • เพื่อกำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหาคุณภาพที่สอดคล้องกับปัจจัยสำคัญ
  • เพื่อตรวจสอบความไม่แน่นอนของกระบวนการ (Stability of Process)

4. แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram) หมายถึง  แผนผังที่แสดงถึงความสัมพันธ์อย่างมีระบบระหว่างผลที่แน่นอนประการหนึ่ง (อาการของปัญหา) และสาเหตุหลาย ๆ สาเหตุที่เกี่ยวข้อง

เราใช้แผนผังสาเหตุและผลเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อต้องการหารากของสาเหตุ (Root Cause) ที่ก่อให้เกิดปัญหา นำไปสู่การแก้ปัญหาแบบถอนรากถอนโคน ไม่เกิดปัญหาซ้ำอีก เรียกว่าการปฏิบัติการแก้ไข (Corrective Action : C/A)

5. แผนผังการกระจาย (Scatter Diagram) หมายถึง กราฟที่แสดงค่าความสัมพันธ์ของสาเหตุกับปัญหา (สาเหตุ X และปัญหา Y) เพื่อทดสอบว่าสาเหตุที่กำหนดมีผลต่อปัญหาหรือไม่ และมีผลในลักษณะใด

เราใช้แผนผังการกระจายเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อตรวจดูความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล 2 ตัวแปร ที่เราสนใจศึกษาว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ เช่น อุณภูมิในเตาอบกับค่าความแข็งของโลหะที่นำไปอบ เป็นต้น

การพิสูจน์ความสัมพันธ์ของข้อมูล 2 ตัวแปร ต้องอาศัยการคำนวณค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ (r) ด้วยสูตรดังนี้

6. แผนภาพฮิสโตรแกรม (Histogram) หมายถึง กราฟที่แสดงถึงความผันแปรของข้อมูลที่ได้มาจากการวัดสำหรับข้อมูลกลุ่มย่อยเดียวกัน โดยความผันแปรของข้อมูลจะแสดงถึงรูปทรง การกระจาย ตลอดจนแนวโน้มสู่ศูนย์กลางของข้อมูล

เราใช้แผนภาพฮิสโตรแกรมเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการในระยะยาว

7. แผนภูมิควบคุม (Control Chart) หมายถึง เครื่องมือทางสถิติที่แยกความผันแปรหรือความเปลี่ยนแปลงไปของกระบวนการผลิต ที่มาจากสาเหตุที่ผิดธรรมชาติออกจากความผันแปรโดยธรรมชาติ เพื่อการแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว โดยผ่านกลไกที่สำคัญคือ พิกัดควบคุม (Control Limit) ของแผนภูมิ

(เครดิตข้อมูล - รศ.กิติศักดิ์ พลอยพานิชเจริญ / เครดิตรูปภาพ - Internet)
 “เรียนรู้ง่ายๆ และได้ผลสไตล์บานาน่า เทรนนิ่ง”
(http://www.thanayut.com/7qctools.html)

Home | Courses | VDO Clip | About me | Contact | Self Development